Search stories

People followed you

Notifications

Your Drafts

ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้เรียนบน...ที่ดินของพ่อ

ภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งได้เรียนบนที่ดินของพ่อ

โรงเรียนของข้าพเจ้าเป็นโรงเรียนในโครงการของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมาก สภาพภูมิประเทศของโรงเรียนนั้นรายล้อมไปด้วยป่าเขาและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน แน่นอนว่าโรงเรียนของข้าพเจ้านั้นเป็นโรงเรียนประเภท “กินนอน”














ที่นี่ปลูกฝังให้นักเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์และสืบสานงานพระราชดำริ ยิ่งโรงเรียนตั้งอยู่บนที่ดินของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเขตโครงการตามพระราชประสงค์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นชัยภูมิที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์และสภาพดินเป็นอย่างมาก






ในปีการศึกษา 2546 ที่ข้าพเจ้าเข้าเรียนที่นี่นั้น เป็นปีที่นักเรียนทุกคนจะต้องปลูกต้นไม้คนละ 1 ต้น โดยโรงเรียนได้เตรียมพื้นที่ข้างสนามฟุตบอลไว้ให้สำหรับปลูก รวมถึงขุดหลุมและเตรียมต้นกล้าไว้ให้ด้วย หลังจากปลูกแล้วก็ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากอาจารย์จะเดินตรวจต้นไม้และเก็บคะแนน เป็นคะแนนความประพฤติ ข้าพเจ้าไปรดน้ำทุกวันในช่วงแรก ช่วงหลังๆไม่ได้ไปแล้วเพราะขี้เกียจ แม้จะอยู่ในเขตโรงเรียน แต่พื้นที่ปลูกต้นไม้ก็อยู่ห่างจากบริเวณที่นักเรียนอาศัยอยู่มาก เมื่อนักเรียนหลายคนละเลยที่จะดูแล ต้นไม้หลายต้นก็แห้งเหี่ยวไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังมีหลายต้นที่เติบโตขึ้นมาแผ่กิ่งก้านสาขามากมาย ข้าพเจ้ากลับมาเยี่ยมโรงเรียนก็ยังได้เห็นต้นกล้าที่เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่อยู่บ้าง คนปลูกคงภูมิใจไม่น้อยทีเดียว ข้าพเจ้ายังจำคำพูดของอาจารย์ผู้ริเริ่มโครงการนี้ได้แม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว

“ถึงจะเป็นต้นกล้าเล็กๆในวันนี้ แต่เมื่อมันเติบใหญ่ มันจะแผ่ร่มเงาให้กับรุ่นน้องของพวกเธอ เมื่อไหร่ที่เธอท้อใจจะได้หันกลับมามองวันนี้ วันที่เธอยังเป็นเด็กที่อดทนดูแลต้นกล้าเล็กๆนี้ให้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้ เธอจะได้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากตลอดชีวิตของเธอ”

นักเรียน ม.1ทุกคนจะต้องลงเรียนวิชาชุมนุมศึกษาต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดใจข้าพเจ้ามาก เหตุผลประการแรกเลยคือ ข้าพเจ้าไม่ชอบดูแลต้นไม้ ส่วนเหตุผลรองลงมาคือรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเพราะรุ่นพี่ชั้นปีอื่นๆสามารถเลือกชุมนุมได้ แต่ ม.1 เลือกไม่ได้ มีชุมนุมอื่นๆมากมายที่ข้าพเจ้าสนใจอยากจะเรียน เช่น ภาษา ,เกมส์,ดนตรี ซึ่งข้าพเจ้าก็ลงเรียนทั้งหมดในปีถัดไปนั่นเอง

นักเรียนชุมนุมศึกษาต้นไม้ทุกคนจะมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งภายในโรงเรียน โดยอาจารย์จะเป็นผู้กำหนดให้ (ไม่รวมกับต้นไม้ที่ต้องปลูกต่างหาก) และศึกษาเกี่ยวกับต้นไม้นั้นอย่างละเอียด กิจกรรมนี้ฝึกนักเรียนตั้งแต่ได้รับชื่อต้นไม้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนอย่างข้าพเจ้าที่อยู่บ้านตึก บ้านทาวเฮาส์มาทั้งชีวิต ไม่เคยรู้จักต้นไม้อื่นใดนอกจากดอกเฟื่องฟ้าในกระถางและไม้ดอกอื่นๆอีกนิดหน่อยตามแต่พื้นที่ในบ้านจะเอื้ออำนวยในการปลูก ต้นไม้ที่เพื่อนๆของข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดูแลนั้น หลายต้นก็เป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย พวกเรานักเรียน ม.1 จะต้องถามจากรุ่นพี่ที่เชี่ยวชาญพื้นที่ในโรงเรียนว่าต้นไม้ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบนั้นอยู่ส่วนใดของโรงเรียน หรือจะถามจากอาจารย์ก็ได้ ส่วนข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดูแลต้นอะไรนั้นจำไม่ได้เสียแล้ว คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นตะแบก แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่เรียนที่นี่นั้นข้าพเจ้าได้ศึกษาต้นไม้หลายต้นทีเดียว

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนนั้นค่อนข้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก การเข้าถึงข้อมูลจึงเป็นเรื่องยาก หนังสือในห้องสมุดก็มีไม่มากพอที่จะช่วยให้นักเรียนหาข้อมูลได้ทั้งหมด ครั้นจะออกนอกโรงเรียนไปหาซื้อหนังสือหรือร้านอินเทอร์เน็ตก็ทำได้ยากยิ่งกว่าคว้าดวงดาวบนท้องฟ้า เพราะเป็นโรงเรียนประจำ อีกทั้งผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละคนก็อยู่ไกลคนละจังหวัด การศึกษาต้นไม้ของนักเรียนจึงใช้กระบวนการสังเกตเป็นส่วนมาก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของโรงเรียนที่มุ่งเสริมสร้างนักเรียนให้มีคุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปสู่การคิดค้นสิ่งใหม่ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการท่องจำหรือคัดลอกข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาส่งอาจารย์ นักเรียนชั้น ม.1 จึงได้รู้จักพื้นที่ในโรงเรียนก็ช่วงนี้เอง เนื่องจากต้องเดินหาต้นไม้ที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ศึกษาและดูแล

เมื่อได้ข้อมูลมาพอสมควร ก็จะนำมาทำแผ่นป้ายติดรายละเอียดที่ต้นไม้ ใครผ่านไปผ่านมาก็สามารถอ่านได้ ฝนตกก็ไม่เป็นอะไรเพราะเคลือบกระดาษไว้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้นักเรียนยังได้ฝึกทำการเกษตรอีกมากมายและนำผลผลิตมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของประดับตกแต่ง เช่น ดอกไม้อบแห้งในขวดแก้ว ตุ๊กตาประดับจากเปลือกไม้และลูกไม้แห้ง รวมถึงการนำมาประกอบอาหาร เช่น เค้กเห็ด เห็ดทอด และอื่นๆอีกมากมายที่สร้างรายได้ให้กับโรงเรียน







เห็ดทอด อาหารมื้อเย็นของเด็กประจำ ดอกไม้สดอบแห้ง วันแม่ขายดีมาก
(ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)

ในช่วงที่ข้าพเจ้ายังเรียนอยู่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกเบื่อหน่ายตามประสาเด็ก ที่เมื่อเลิกเรียนแล้วก็อยากจะมุ่งตรงไปที่ร้านสหกรณ์เพื่อซื้อขนมกิน แต่กลับต้องมุ่งไปแปลงผัก แปลงปลูกต้นไม้แทนเพื่อรดน้ำและถางหญ้าก่อน เพราะอาจารย์จะมาตรวจและให้คะแนนภายในช่วงเวลาจำกัด กว่าอาจารย์จะตรวจเสร็จร้านสหกรณ์ก็เกือบจะปิดเสียแล้ว ขนมใหม่ๆก็ขายไปหมดแล้ว เหลือแต่ขนมเดิมๆซ้ำๆที่กินจนเบื่อ แต่ก็ต้องกินเพราะมันไม่มีอะไรให้กินบรรเทาความหิวหลังเลิกเรียนอีกแล้ว กว่าจะได้กินข้าวอีกทีก็ค่ำทีเดียว ยังนึกขำตัวเองและเพื่อนอยู่จนทุกวันนี้ว่าเรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักเรียนประจำมากกว่าเรื่องคะแนนเสียอีก

แม้จะต้องตากแดดตัวดำ แบกจอบถางหญ้า เดินเป็นระยะทางไกลเพื่อหิ้วบัวรดน้ำไปตักน้ำในสระมารดน้ำต้นไม้ทุกวัน แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ข้าพเจ้าก็จะยังคงเลือกเรียนที่นี่ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งที่เคยชินกับการใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งเป็นชีวิตที่เร่งรีบ ต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยคิดสนใจผู้คนรอบกายหรือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นได้หันกลับมามองสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้นว่าโลกใบนี้น่าอยู่เพียงใด ที่นี่มอบประสบการณ์มากมายที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ทุกๆกิจกรรม ทุกๆชั่วโมงเรียน แม้กระทั่งกฎระเบียบในการพักอาศัยร่วมกันของนักเรียนต่างก็แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่วางรากฐานชีวิตให้ประชาชนไทยตั้งแต่ยังเป็นยุวชน แม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้เรียนที่นี่จนจบ ม.6 แต่ข้าพเจ้าก็ภูมิใจที่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ด้วยการเป็นศิษย์ของโรงเรียนในโครงการของพระองค์ หากมีโอกาส ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ว่าจะส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้อีกแน่นอน

4
People who likes this
0
Press enter to post, Shift+Enter for new line
  • 0 Comment
1
You have to keep it in the box
ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้เรียนบน...ที่ดินของพ่อ
Brings it forward or not?
You want to publish diary or save draft?
Do you want to remove this diary?